| เนียม ขวัญเขียน : แม่พระของขุนเขา |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน 2010 เวลา 00:00 น. |
แม่เนียม ขวัญเขียน ผู้หญิงตัวเล็กแต่ยิ่งใหญ่...ผู้เลี้ยงควายปลดหนี้ และทำบัญชีครัวเรือนด้วยการวาดรูป เพราะเขียนอ่านไม่ได้ แต่ขยายกำลังใจสู่เพื่อนบ้าน จนเกิดกลุ่มออมทรัพย์ระดับตำบล ด้วยความเสียสละมีน้ำใจยังได้กลายเป็นแกนนำในกิจกรรมรักษาดิน รักษาป่า รักษาน้ำ เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของบ้านเกิด.....โดย จอมยุทธ์เดียวดายท่ามกลางกระแสทุนนิยมเสรี ในยุคการค้าการลงทุนเสรีที่ทุกอย่างฟังดูเหมือนดีไปหมด เพราะมีลัทธิแห่งความเสรีนำหน้า ภายใต้การกันพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้เฉพาะคนที่มีอำนาจทางการเงิน มีอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของคนตัวเล็กๆ ในชนบทนั้นกลับมีพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ สถานการณ์ของชาวบ้านจะอยู่จะกินให้รอดไปวันต่อวัน ยังเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวยังกลัดกลุ้ม และหาทางออกไม่ค่อยเจอ ภายใต้ถนนแห่งการค้าเสรีที่ตีบแคบ นอกจากนี้ต้นทุนการดำรงชีวิตใน ชุมชน โดยเฉพาะฐานทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารก็ถูกทำลายลง รวมทั้งถูกทำให้เป็นทรัพย์สินรายปัจเจก ยังไม่นับรวมปัญหาหนี้สินที่ชาวบ้านติดหนี้ติดสินกันอย่างถอนตัว ไม่ขึ้น ทั้งจาก ธกส. กองทุนเงินล้าน เงินนอกระบบ และสารพัดแหล่งเงินทุนที่ถาโถมเข้ามาสู่หมู่บ้าน ในยุคที่นักเศรษฐศาสตร์มีตรรกะความเชื่อว่าชาวบ้านเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป จึงจำเป็นต้องให้ชาวบ้านเข้าถึงทุนให้มากๆ โดยเฉพาะทุนที่เป็นตัวเงิน หรือที่หลายคนเรียกการพัฒนาหมู่บ้านในยุคนี้ว่า ยุคสมัยแห่งเงินตรานำหน้า ปัญญามาทีหลัง พร้อมกับยาพิษแห่งการพัฒนาคือ การเป็นหนี้สิน การต้องโยกย้ายครอบครัวออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อมุ่ง หน้าเข้าสู่เมือง การต้องขายที่ดินที่เป็นมูนมรดกของพ่อแม่บรรพบุรุษให้นายทุนที่ กว้านซื้อ เพื่อปลูกยางพาราและทำรีสอร์ท ยังไม่นับรวมการสูญเสียสำนึกและจิตวิญญาณของลูกหลานที่ไม่สืบทอด ภารกิจของพ่อแม่ในการทำการผลิต และภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของพ่อแม่ นี่คือประติมากรรมที่สังคมเราสร้างให้คนตัวใหญ่รังแกคนตัวเล็ก เรื่อยมา ภายใต้นิยามแห่งการพัฒนา ศาสนาพุทธสอนว่าภายใต้ความมืดยังมี แสงสว่าง แสงสว่างแห่งการแก้ไขปัญหาคือปัญญา การค้นหาปัญญาคือการค้นหาสัจธรรมความจริง ดังนั้นจึงทำให้เราสนใจว่ายังมีทางเลือกของการแก้ไขปัญหาปากท้องใน พื้นที่ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์บ้างหรือไม่ ทำให้เราพบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีบทบาททั้งในฐานะของเกษตรกรที่ต้องดิ้นรนออกจากวัฏจักรของ ความยากจน ภายใต้การขึ้นลงของราคาสินค้าเกษตรที่บริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้กำหนด และเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ทำคุณความดีให้กับบ้านเกิดและแผ่นดิน โดยไม่ต้องมีการป่าวประชาสัมพันธ์ความดีของตนเอง และทำความดีมาอย่างต่อเนื่อง แม่เนียม หรือ นางเนียม ขวัญเขียน ผู้หญิงธรรมดา ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ปัจจุบันอายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านซำม่วง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ แม่เนียมเป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ และเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีดีเยี่ยม เป็นที่รู้จักมักคุ้นต่อเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้แม่เนียมมีเพื่อนเป็นจำนวนมาก และอยู่กินกับพ่อนวล ขวัญเขียน สามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลานานพร้อมลูกอีก 4 คน หนี้ในแผ่นดินเกิดภายใต้ค่ำคืนที่มืดสลัว เรานั่งล้อมรอบกองไฟ เสียงกระดึงควายในคอกยังแว่วดังเป็นจังหวะเหมือน ดนตรี กลิ่นหอมจากต้มไก่โชยมาตั้งแต่ยังไม่สุกเท่าไหร่ ในระหว่างนั้นแม่เนียมได้เล่าเรื่องราวของตนเองให้ผมฟัง"เดิมทีแม่เป็นคนบ้านเลยวังไสย ตำบลเลยวังไสย อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย มีโอกาสได้เรียนหนังสือจบแค่ ป.4 แต่ก็เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออกอยู่ดี เมื่อก่อนนั้นพ่อกับแม่มีฝูงวัวเยอะ แต่หมู่บ้านในขณะนั้นแห้งแล้ง ไม่มีที่เลี้ยงวัว พ่อแกเลยเห็นว่าแถวนี้(บ้านซำม่วง)มีความอุดมสม บูรณ์ทั้งอาหารและทำเลเลี้ยงสัตว์ จึงได้เก็บข้าวของเครื่องใช้ออกเดินทางตามพ่อและฝูงวัว แผ้วถางป่าเพื่อทำกินตามสภาพตั้งแต่อายุ 12 ปี ไม่ได้คิดว่าจะย้ายมาอยู่ถาวรเพราะมีบ้านอยู่แล้ว" แม่เนียมเล่าถึงประวัติของตัวเองก่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานในปัจจุบัน คือบ้านซำม่วง อ.น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และเล่าต่อว่า "ด้วยเป็นคนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ การจะทำอะไร หรือไปติดต่อกับหน่วยงานราชการมักจะเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหาทุก ขั้นตอน บ่อยครั้งต้องใช้คนอื่นไปทำธุระแทน สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของตนเอง คือ ตอนที่เราฝึกทำบัญชีครัวเรือน เพื่อที่จะบันทึกรายรับรายจ่ายในครอบครัว ด้วยความที่เราอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ตอนแรกทั้งรู้สึกอาย และคิดหนักมากว่าเราจะทำได้อย่างไร เพราะเราเขียนหนังสือไม่เป็น ก็เลยใช้วิธีวาดรูปเอา คือถ้าซื้อปลาก็วาดรูปปลา ซื้อไก่ก็วาดรูปไก่ หลายคนก็รู้สึกทึ่งว่าไม่มีที่ไหนเขาทำกัน เพื่อนบ้านก็ให้กำลังใจ บางครั้งแม่ก็ตลกตัวเองเหมือนกัน แต่ผลที่เกิดจากการทำวันนั้น ส่งผลให้เกิดการทำกลุ่มออมทรัพย์ของบ้านซำม่วง และขยายเป็นการทำกลุ่มออมทรัพย์วันละ 1 บาท ในระดับตำบลวังกวาง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 80 คน เงินออม 2 แสนกว่าบาท ก็ทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่มีส่วนหนุนกำลังใจให้เพื่อนบ้านมาทำกลุ่มอ อมทรัพย์ร่วมกัน" การใช้ชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก่อนจะ ถึงวันนี้ ได้ผ่านเรื่องราวมากมาย แม่เนียมบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแบบไร้จุด หมาย ดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพไปเพียงวันหนึ่งเท่านั้น ครั้งหนึ่งเคยคิดผิดอย่างมหันต์โดยการขายวัวแล้วลงทุนทำไร่ข้าวโพด สุดท้ายก็ต้องล้มละลาย ติดหนี้ติดสินเป็นจำนวนมาก "ช่วงนั้นราคาข้าวโพดดี ทั้งช้างป่าก็เริ่มเข้ามารบกวนจนไม่สามารถไปเลี้ยงวัวตามปกติได้ จึงตัดสินใจขายวัวทั้งฝูงทิ้ง แล้วนำเงินมาทำไร่ข้าวโพด คิดว่าคงจะรวยในอีกไม่นาน แต่พอเริ่มลงมือทำ ค่าใช้จ่ายก็ตามมาทันที ทั้งค่าไถ ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าหญ้า เงินที่ได้จากการขายวัวก็ไม่พอ จึงต้องไปกู้ ธกส. ติดหนี้สินเป็นจำนวนมาก เงินที่ได้จากการขายข้าวโพดก็ต้องใช้หนี้เขาหมด" "ต่อมาราคาข้าวโพดตกต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว จะไม่ทำก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เลยต้องจำยอมทำไร่ข้าวโพดทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องขาดทุนโดยไม่มีทางเลือก" ปศุสัตว์อินทรีย์ปลดหนี้ช่วงประมาณปี พ.ศ.2542 โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำพอง ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพ โดยเฉพาะการเลี้ยงปศุสัตว์ และทำเกษตรผสมผสาน แม่เนียมจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเป็นคนแรกๆ ของหมู่บ้าน ช่วงเริ่มต้นก็ยังไม่เห็นผลและไม่ได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิ มมากนัก แต่ด้วยความอดทนและไม่ยอมแพ้ ทำให้การเลี้ยงปศุสัตว์และการทำเกษตรของแม่เนียมเริ่มเห็นผลใน เวลาต่อมา"ช่วงแรกได้ควายจากโครงการมาเลี้ยง เพียงตัวเดียว ชาวบ้านก็ดูถูกว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ชาวบ้านเห็นเราจูงควายตัวเดียวเป็นปีก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น หลายคนเขาก็หัวเราะเยาะเย้ยหยันว่าเสียเวลาไปเปล่าๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคนรอบข้าง เพราะการเลี้ยงวัวควายเป็นอาชีพดั้งเดิมที่เรามีความรู้ พ่อแม่เคยพาเราเลี้ยงมา ดังนั้นครอบครัวเราจึงไม่หวั่นไหวต่อคำพูดของ คนรอบข้าง ยังคงตั้งใจว่าจะเลี้ยงวัวควายต่อไป ที่สำคัญคือได้กำลังใจและการแบกรับภาระร่วมกันของพ่อบ้าน คือพ่อนวล ที่มีความรักสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผ่านไปปีสองปีควายตัวนี้ก็เริ่มตกลูกและจำนวนก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ชาวบ้านที่เคยดูถูก มาดูเราเป็นตัวอย่างและเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ผ่านไป 10 ปี ตอนนี้ครอบครัวเรามีควายในคอกทั้งหมด 27 ตัว ถ้าจะขายแล้วใช้หนี้ก็คงหมด แต่ยังไม่ขายจะเก็บไว้เป็นทุนต่อไป ขี้วัวขี้ควายก็เก็บเอาไว้ทำปุ๋ยในไร่" ในขณะที่ที่ดินรอบๆ ข้างแม่เนียมถูกขายไปหลายผืนแล้ว แต่แม่เนียมยังคงหยัดยืนท้าทายการถาโถมของการกว้านซื้อที่ดินต่อ ไป รวมทั้งได้ทำการพัฒนาแปลงเกษตรของตนเอง รวมถึงการทำบ่อก๊าซชีวภาพไว้ใช้ในครัวเรือน โดยแม่เนียมได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แม่เนียมยังได้เล่าถึงคุณค่าและความหวงแหนที่แม่เนียมมีต่อที่ดินว่า "คนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ นับถือว่าที่ดินเป็นแม่ธรณี ไปไหนมาไหน เราก็จะบอกจะกล่าวเพื่อให้เดินทางโดยปลอดภัย และกว่าที่พ่อแม่จะหาที่ดินไว้ให้เราได้ซักผืนหนึ่ง มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน สมัยก่อนต้องบุกเบิกป่าท่ามกลางป่าช้างดงเสือ นั่นคือบุญคุญที่เราต้องระลึกเอาไว้เสมอ พ่อแม่ไม่เคยสั่งเสียว่า ต้องขายที่ดินเพื่อมาอยู่มากิน หากแต่สั่งเสียว่า ต้องทำมาหากินในที่ดินและทำให้มันดีขึ้น เราเป็นลูกเป็นเต้า มีสิทธิอะไรที่จะไปขายมูลมรดกจากหยาดเหงื่อของพ่อแม่ วันนี้พ่อแม่ไม่อยู่แล้วแต่สำนึกตรงนั้นยังอยู่ และถ้าหากขายไปลูกหลานเหลนโหลนวันข้างหน้า จะมีที่ทางทำมาหากินอย่างไร ที่ดินห้าสิบไร่ของแม่ในวันข้างหน้าลูกหลานมันจะพอกันหรือเปล่าก็ ไม่รู้ และแม่คิดว่าลูกของแม่มันคงไม่อยู่กรุงเทพฯจนตายหรอก ซักวันมันต้องกลับมาที่นี่หล่ะ แม่ไม่อยากให้ชาวบ้านขายที่ดินเลย" รักษาดิน รักษาป่า รักษาน้ำนอกจากแม่เนียมจะมีบทบาทในการ เป็นแกนนำเรื่องการฟื้นฟูอาชีพแล้ว ยังมีบทบาทในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ท้องถิ่น โดยเป็นกำลังสำคัญและเป็นคนบุกเบิกทำโครงการป่าชุมชนของบ้านซำ ม่วง และเป็นแกนนำเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำพอง"ตอนแรกโครงการต้นน้ำพองชวนไป ปลูกป่าก็ไปกับเขา เพราะคิดเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ระยะหลัง เลยชักชวนชาวบ้านมาทำเรื่องป่าชุมชน รวมทั้งพวกที่ไม่เห็นด้วยก็พยายามทำความเข้าใจกับเขา ก็ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น มีผู้ไม่หวังดีน้อยลง ทำไปทำมา เขาก็ยกให้เป็นแกนนำ จริงๆ แล้วไม่อยากเป็นแกนนำอะไรหรอก แต่เห็นว่าอะไรมีประโยชน์ก็จะทำตามกำลัง เพราะตรงนี้คือบ้านของเรา" "ความตั้งใจอยากจะรักษาป่าที่เหลือ อยู่เพียงเล็กน้อยไว้ให้ลูกให้หลานได้ดู ไม่อยากให้มันถูกตัดแล้วถูกแทนที่ด้วยแปลงข้าวโพด เลยชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันดูแล ชาวบ้านก็เห็นด้วยกับเราก็เลยทำพิธีบวชป่ากัน ชาวบ้านก็ไม่เข้าไปตัดไม้อีกเพราะเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นวิธีดูแลป่าได้ดีมากทีเดียว ตอนนี้ในเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำพอง ก็รักษาป่ารวมกันประมาณเกือบ 15,000 ไร่" ด้วยความที่เป็นคนมีอัธยาศัยดีไม่ เอาเปรียบใคร จึงทำให้แม่เนียมเป็นที่รักของชาวบ้านจำนวนมาก เมื่อชาวบ้านมีปัญหาก็จะเข้ามาคุย และปรับทุกข์กับแม่เนียม กลับออกไปก็มีกำลังใจจะทำงานต่อ ตอนนี้แม่เนียมยังให้เพื่อนบ้านมาปลูกบ้านในที่ดินของตนอีกด้วย "ก็เห็นว่าเขาไม่มีที่อยู่ จึงให้เขามาปลูกบ้านไว้ข้างๆ บ้านของตัวเองโดยไม่คิดค่าเช่า ดีซะอีกจะได้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น มีอะไรก็ช่วยเหลือกันเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย มีตาอีกคนที่เขาไม่มีความสุขเวลาอยู่บ้านก็ให้เขามาอยู่ด้วย ดูแลเหมือนญาติคนหนึ่ง ก็ตอบแทนด้วยการช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้คิดเป็นบุญคุณ มีความสุขดีออก" "มีบวบ มีถั่ว และอีกหลายอย่างที่ปลูกไว้แล้วมันเยอะ ก็ให้ชาวบ้านเก็บไปกินโดยไม่ได้คิดเงิน เวลาเขาไม่มีอะไรกิน ก็จะมาขอเก็บกินในเขตที่ดินแปลงของเรา เราก็ภูมิใจที่ได้ช่วยคนอื่น เป็นการทำบุญไปในตัว เวลาเขามีของดีดี เขาก็จะเอามาแบ่งเราเป็นการตอบแทน" แม่เนียม ขวัญเขียน ผู้หญิงชาวบ้าน เรียนจบมาแค่ ป.4 อ่านเขียนไม่ได้ ไม่มีอำนาจเงินทอง ไม่มีตำแหน่งใดๆจึงขอน้อมคารวะแด่เธอ...เนียม ขวัญเขียน ผู้หญิงตัวเล็กแต่ยิ่งใหญ่ ในการฟันฝ่าเพื่อรักษาถิ่นฐานของตนเอง วันนั้นเรากินต้มไก่อย่างอร่อย แล้วก็กลับบ้านเกือบเที่ยงคืน เขียนโดย จอมยุทธ์เดียวดาย
|



แม่เนียม ขวัญเขียน ผู้หญิงตัวเล็กแต่ยิ่งใหญ่...ผู้เลี้ยงควายปลดหนี้ และทำบัญชีครัวเรือนด้วยการวาดรูป เพราะเขียนอ่านไม่ได้ แต่ขยายกำลังใจสู่เพื่อนบ้าน จนเกิดกลุ่มออมทรัพย์ระดับตำบล ด้วยความเสียสละมีน้ำใจยังได้กลายเป็นแกนนำในกิจกรรมรักษาดิน รักษาป่า รักษาน้ำ เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของบ้านเกิด.....โดย จอมยุทธ์เดียวดาย



















