| ความรักหนุ่มสาว |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2010 เวลา 00:00 น. |
ความรักความสัมพันธ์ของ หนุ่มสาวในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสจารีตฮีตฮอยใหม่ๆ จากระบบการศึกษา จากสื่อมวลชน จากพระเอกนางเอกในหนัง ในละคร ที่นำเสนอวิถีชีวิตอันทันสมัยใหม่ เสมอ ทำให้ความสัมพันธ์หนุ่มสาวมีอิสรเสรีภาพ กว้างไกล เป็นเรื่องราวของพวกเขาเพียงสองคน เท่านั้น"แวๆ แว แวๆ แว" เสียงเผี่ยนปั่นฝ้ายดังในยามค่ำคืน สาวแรกรุ่นกำลังนั่งปั่นฝ้ายอยู่บน ชานบ้าน มือหนึ่งจับปุยฝ้าย ขยับปลายนิ้วค่อยๆ สาวดึงออกทีละน้อย ขณะอีกมือหนึ่งหมุนเผี่ยนท่ามกลางแสงตะเกียงสาดส่อง แวบๆ วับๆ เสียงหนุ่มดีดซึง สีสะล้อ ขับจ้อยแว่วมาแต่ไกล "ตัวพี่ทุกข์ กำกึ๊ดก็เถียวอยู่คนเดียว บ่มีคู่เฝ้า....." ตัดพ้อถึงตัวเองว่า ตัวพี่นี้มันจน ความคิดปัญญาก็เขลา อยู่คนเดียวยังไม่มีคู่ สาวขยับตัวนั่งปั่นฝ้ายอย่างใจจดใจจ่อ เสียงเผี่ยนปั่นฝ้ายที่กำลังหมุนสะท้อน เสียงจากหัวใจ "บ่ แว๊ตี้นี่ จะแวตี้ไหน บ่ แว๊ตี้นี่ จะแวตี้ไหน" แว่วออกมาเป็นเสียง ไม่แวะที่นี่ จะแวะที่ไหนอ้ายเอ๋ย สังคมในหมู่บ้านล้านนา เมื่อลูกสาวเริ่มมีอายุ 15 ปี พ่อแม่ก็อนุญาตให้ "อยู่นอก" กินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว เอางานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปั่นฝ้าย เย็บปักถักร้อย ผ่าหมากจีบพลู มาทำอยู่นอกชาน บอกให้รู้ว่าตอนนี้เป็นสาวแล้ว หนุ่มๆ คนไหนจะมาแอ่วก็เชิญเจ้า พ่อแม่อาจจะนั่งทำงานคุยเป็นเพื่อน ลูกสาว พอมีหนุ่มๆ มาแอ่วหาลูกสาว จะขอปลีกตัวไปนอนในห้อง ยังไม่หลับหรอกคอยเงี่ยหูฟังหนุ่มๆ คุยกับลูกสาว คอยกระแอม กระไอออกมาพอให้หนุ่มเกรงใจ ธรรมเนียมโดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่จะไม่บังคับเลือกคู่ครองให้ ลูก ดั่งคำบ่าเก่าที่เล่าสืบต่อกันมาว่า "ของกิ๋นบ่มักบ่จ้างขับจ๋ำ ของกิ๋นบ่ลำบ่จ้างกำป้อน" ของกินที่เขาไม่ชอบไม่รู้เขาจะกิน ได้อย่างไร ของกินไม่อร่อยไม่รู้จะป้อนให้เขา กินได้อย่างไร นับเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกสาวลูกบ่าว เป็นผู้เลือกคู่ครองของตนเอง พอกินข้าวเย็นเรียบร้อย บรรดาหนุ่มน้อยก็หยิบซึง สะล้อคู่ใจ ดีดซึง สีสะล้อขับจ้อยเดินไปตามทางสู่บ้านสาวที่ตนหมายปอง เมื่อไปถึงบ้านสาว สาวได้ยินก็จะเอื้อนเอ่ย "มันเป็นเสียงไผ จามจาม ไอไอ อยู่ทางลุ่มหั้น" นั่นเสียงใคร มาจามมาไออยู่ข้างล่างนั่น ส่วนหนุ่มก็จะตอบกลับไป "อีนายนาฏน้อง อ้ายมาแอ่วหา จักเติกไผจาขึ้นไปนั่งอู้ ......" น้องคนงาม พี่มาหา จะไปขัดข้องใครหรือเปล่า ถ้าจะขึ้นไปนั่งคุยด้วย...สาวก็จะ ตอบกลับมาอีกว่า "ขึ้นมาเพร้เต๊อะ บ่เติกตางไผ อยู่ตีนคันได เติกตางหมาโก้ง......" ขึ้นมาที่นี่เถอะไม่ขวางทางใคร อยู่ที่ตีนบันได ขวางทางเจ้าหมาด่างมัน..." คำอู้บ่าวสาวที่หนุ่มสาวพูดจา เกี้ยวพาราสี หยอกเหย้ากัน โต้ตอบกันเป็นคำที่ไพเราะมีสัมผัสคล้องจอง เรียกว่า "คำค่าวคำเครือ" ทั้งหนุ่มและสาวต้องมีการฝึกฝนจาก พ่อแม่ จากรุ่นพี่ๆ หรือคนในหมู่บ้านที่อู้คำค่าวคำเครือเก่งๆ ตามประเพณี ขณะที่หนุ่มนั่งอู้กับสาวได้เวลาพอ ควรแล้ว หากมีหนุ่มอื่นจะขึ้นมาแอ่ว หนุ่มคนแรกต้องขอปลีกลงจากเรือนไป แอ่วสาวบ้านอื่นก่อน หากยังพออกพอใจจะคุยกันต่อ ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อหนุ่มคุยกับสาวจนดึกดื่นค่อนคืน ก็จะขอตัวกลับ ตอนเดินทางกลับบ้าน ก็ดีดซึง สีสะล้อ ขับจ้อย ไปตลอดทาง "เดิ้กมามะม้อย น้ำย้อยตีนกลอน เดิ้กมาออนซอน ดาวหมองหม่นฝ้า..." ดึกแล้ว น้ำค้างย้อยจากชายกลอนหลังคา ดึกมากแล้ว ดาวหมองหม่นด้วยเมฆมาบดบังแสง สาวจะมีโอกาสเลือกหนุ่มๆ ที่แวะเวียนมาแอ่ว หากสาวแสดงความรักชอบพอหนุ่มคนไหน เจ้าหนุ่มนั้นจะแวะเวียนมาแอ่วสา วทุกคืน จนเป็นที่รับรู้กันทั่วว่าหนุ่มสาว คู่นี้ชอบพอกัน หนุ่มรายอื่นๆ จะเปิดทางไปแอ่วสาวบ้านอื่น ให้คู่รักได้พูดคุยกันเต็มที่ พ่อแม่ก็จะรับรู้เรื่องราวของลูกสาว กับหนุ่มที่เป็นคู่รักของลูกสาว ไปพร้อมๆ กัน นอกจากบ่าวอู้สาว สาวอู้บ่าวในยามค่ำคืนแล้ว หนุ่มสาวจะหาโอกาสพบปะดูใจกันในงาน เทศกาลต่างๆ ของชุมชน งานบุญที่วัด งานประเพณีตามบ้าน การไปช่วยดำนา เกี่ยวข้าว จนรู้นิสัยใจคอและการทำงานกันและกัน อยู่ตลอดเวลา จนตัดสินใจที่จะครองเรือนร่วมกัน ความรักความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อยู่ในสายตาของพ่อแม่ ญาติ และทุกคนในชุมชนตลอดเวลา แต่ถึงแม้นว่าหนุ่มสาวจะมีเสรีภาพ ในการเลือกคู่ครอง แต่ก็มีจารีตประเพณีที่ทำให้ความ สัมพันธ์ของหนุ่มสาวอยู่ในกรอบ ที่ไม่เกินเลย นั่นคือการนับถือ "ผีปู่ย่า" ผีบรรพบุรุษของตระกูล เป็นศูนย์รวมทางความเชื่อของเครือญาติ ที่ต้องมีการทำพิธีเลี้ยงเซ่นไหว้ ทุกปี บางตระกูลก็ปีละสองครั้งในเดือนกุมภา พันธุ์กับเดือนมิถุนายน บางตระกูลก็ครั้งเดียวคือในเดือนมิถุนายน กฎของผีปู่ย่าเปรียบเสมือนกฎหมาย คุ้มครองผู้หญิงในตระกูล มีข้อห้ามมิให้หนุ่มจับมือ ถือแขนหรือล่วงเกินหญิงสาว ห้ามล่วงล้ำธรณีประตูห้องนอนหญิงสาว หากหนุ่มกระทำล่วงเกินถือเป็นการ "ผิดผี" ผีปู่ย่าจะโกรธ ต้องมีการจัดพิธีเลี้ยงขอขมาต่อผีปู่ย่า โดยมีบรรดาญาติพี่น้องที่อยู่ใน เครือญาติมาร่วม และจะต้องมีการจัดการตามขั้นตอนกฎ จารีตของท้องถิ่นต่อไป ทุกวันนี้จะหาหนุ่มดีดซึง สีสะล้อ ขับจ้อยไปแอ่วสาวที่กำลัง นั่งปั่นฝ้ายไม่มีให้เห็นแล้ว คงอยู่ในการแสดง หรือในละครซอเท่านั้น ส่วนการนับถือผีปู่ย่า ยังคงมีอยู่โดยทั่วไปแม้จะลดความเข้มข้นลงไปใน สังคมปัจจุบัน ความรักความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวใน ยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสจารีตฮีตฮอยใหม่ๆ จากระบบการศึกษา จากสื่อมวลชน จากพระเอกนางเอกในหนัง ในละคร ที่นำเสนอวิถีชีวิตอันทันสมัยใหม่ เสมอ ทำให้ความสัมพันธ์หนุ่มสาวมีอิสรเสรีภาพ กว้างไกล เป็นเรื่องราวของพวกเขาเพียงสองคน เท่านั้น การคิดการตัดสินใจในเรื่องยิ่งใหญ่ ในชีวิต อยู่ในกำมือของคนวัยแรกรุ่นที่กำลัง แสวงหา อยากลองไปทุกอย่างด้วยใจอันบริสุ ทธิ์ยิ่ง แต่หากน้อยไปด้วยประสบการณ์ชีวิต เกิดเรื่องเกิดราวมากมายกลายเป็นปัญหา ทางด้านสังคมตามมาทุกวี่ทุก วัน ทำเอาหัวอกพ่อแม่ทั้งหลายเป็นทุกข์ กังวลใจต่อลูกสาวลูกชายที่ห่างไกล สายตาด้วยความรักและห่วงใย โอกาสช่องทางที่ครอบครัว เครือญาติ สังคม ชุมชน จะเข้าไปช่วยดูแลความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวก็น้อย ลงตามลำดับ สาวๆ หนุ่มๆ ไปเรียนในโรงเรียน ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งห่างไกลชุมชนไป ทุกที มีเครื่องไม้เครื่องติดต่อสื่อสาร กันอย่างง่ายดาย พร้อมมียานยนต์ที่จะนำพาไปได้ทุกที่ พอถึงโอกาสวันวาเลนไทม์ อันเป็นวันแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ ของคนหนุ่มสาว มิใช่เรียกร้องให้หนุ่มไปแอ่วสา วเหมือนในอดีต หรือให้หนุ่มสาวต้องยึดจารีตแบบเดิม แต่คุณค่าแห่งความรัก ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่มีเสรีภาพ ก็ยังควรอยู่ในขอบเขตอันเหมาะสมกับ สังคมไทยเรา ผมว่าจำเป็นนะที่ครอบครัว ญาติพี่น้อง ชุมชน และสังคมจะต้องเข้ามาช่วยกันดูแลเอาใจใส่หนุ่มสาวลูกหลาน ของเรา เยาวชนของชาติ ให้มีความรักอันงดงาม เหมาะสมกับกาลเวลา มีการเรียนรู้หลักการเลือกคู่ครอง มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดี เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อม จะร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยเรา ในวันข้างหน้า เขียนโดย ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
|



ความรักความสัมพันธ์ของ หนุ่มสาวในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสจารีตฮีตฮอยใหม่ๆ จากระบบการศึกษา จากสื่อมวลชน จากพระเอกนางเอกในหนัง ในละคร ที่นำเสนอวิถีชีวิตอันทันสมัยใหม่ เสมอ ทำให้ความสัมพันธ์หนุ่มสาวมีอิสรเสรีภาพ กว้างไกล เป็นเรื่องราวของพวกเขาเพียงสองคน เท่านั้น




















